Mugler Cologne by Thierry Mugler

Thierry Mugler ดีไซเนอร์แบรนด์จากฝรั่งเศส ก่อตั้งโดยดีไซน์เนอร์ชื่อเดียวกับแบรนด์ นอกจากดีไซน์เสื้อผ้าแล้วยังผลิตน้ำหอมด้วย ซึ่งน้ำหอมแต่ละตัวของแบรนด์นี้ล้วนแต่โดดเด่นทั้งกลิ่นและขวดที่สวยงาม อย่างน้ำหอมกลิ่นแรกของแบรนด์คือ Angel ที่ออกวางขายในปี 1992 ที่ถือได้ว่าเป็นน้ำหอมแนว Gourmand ตัวแรก (น้ำหอมที่เด่นด้วยโน๊ตของกิน ขนม เช่น น้ำผึ้ง วนิลา ชอคโกแลต) นับได้ว่าเป็นการแหวกกฎเกณฑ์จากน้ำหอมยุคนั้นเลยทีเดียว ปกติแล้วน้ำหอมของ Thierry Mugler มักจะไม่ใช่กลิ่นหอมมหาชน มักจะเป็นแนว Love or Hate ไม่รักมากก็เกลียดมากไปเลย แต่กับ Mugler Cologne ได้ยินว่ากลิ่นนี้ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อให้คนไม่ชอบใช้น้ำหอม ดังนั้นกลิ่นจึงออกมาในแนวใช้ง่ายๆ เป็นกลิ่นแนวสะอาดและสดชื่นแบบสบู่ๆ การันตีคุณภาพด้วยชื่อสุคนธกร Alberto Morillas ผู้สร้างน้ำหอมดังๆของโลกมากมาย เช่น CK One และ Acqua di Gio Mugler Cologne มีกลิ่นเปิดด้วยซีตรัสคมๆ สดชื่นจากการร่วมกันทำงานของมะกรูด ดอกส้ม เพตติเกรน (ใบและกิ่งจากต้นส้ม) และมัสก์ ให้ความรู้สึกสว่าง…

Clementine California by Atelier Cologne

Atelier Cologne เป็นแบรนด์น้ำหอมนิชสัญชาติอเมริกาที่เพิ่งเข้ามาวางขายในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ Kingpower รางน้ำ เป็นเคาเตอร์เดียวในประเทศไทย และที่เดียวในภูมิภาคอาเซียนด้วย ตัวแบรนด์ก่อตั้งโดยคู่รัก Christophe Cervasel และ Sylvie Ganter ซึ่งมีความรักในน้ำหอมประเภทโคโลนจ์ แต่มีความต้องการโคโลนจ์ที่มีความเข้มข้นและทนระดับ Pure Perfume จึงได้เกิดเป็นแบรนด์ Atelier Cologne ขึ้นมา น้ำหอมของ Atelier Cologne ทั้งหมดจึงทำขึ้นมาในความเข้มข้นที่เรียกว่า Cologne Absolue ซึ่งมีความเข้มข้นประมาณ 15% หรือเทียบเท่า Pure Perfume นั่นเอง และด้วยความที่น้ำหอมประเภท Cologne จะเน้นไปที่ความสดชื่นจากกลิ่นจำพวกซีตรัส แบรนด์นี้จึงโดดเด่นมากในน้ำหอมประเภทนี้ Clementine California เป็นน้ำหอมกลิ่นล่าสุดใน collection “Joie de Vivre” (แปลได้ว่า The Joy of Life) ชื่อกลิ่นนั้นสื่อชัดเจนว่าเป็นน้ำหอมที่เด่นด้วยกลิ่นส้ม Clementine จากแคลิฟอเนียร์ กลิ่นเปิดด้วยส้ม clementine ร่วมกับ…

Eau d’Hadrien by Annick Goutal

น้ำหอมกลิ่นดังตั้งแต่ 1981 จากแบรนด์นิช Annick Goutal ที่โดดเด่นมากในเนื้อกลิ่นที่เป็นธรรมชาติ Eau d’Hadrien เป็นน้ำหอมที่ให้ความสดชื่น สะอาด สว่างไสว ด้วยกลิ่นซีตรัส เลมอน และสน Cypress ที่ Annick Goutal ได้แรงบันดาลใจมาจากสวนและทิวทัศน์ของแคว้นทัสคานีในอิตาลี การันตีความดีงามของกลิ่นนี้ด้วยรางวัล FiFi award Hall of Fame ในปี 2008 และเป็นกลิ่นที่ Leonardo DiCaprio ใช้ด้วยนะ เมื่อกดสเปรย์ Eau d’Hadrien คุณจะพบกับการระเบิดพลังซีตรัสหลากหลายชนิดออกมาในทันที ด้วยกลิ่นที่ให้ความสดชื่นแบบสูงสุด ให้ความรู้สึกสว่าง และสะอาด หลังจากนั้นกลิ่นจะเปลี่ยนไปเป็นเลมอนที่เด่นออกมา เป็นกลิ่นที่ซอฟต์ลงและซ่อนหวานนิดๆ นอกจากกลิ่นโทนซีตรัส Eau d’Hadrien ยังมีโน๊ตของสนไซเปรส ทำให้กลิ่นมีมิติมากขึ้นจากโทน earthy ความรู้สึกส่วนตัวนอกจากชอบในกลิ่นแล้ว ยังประทับใจในการสื่อสารของกลิ่นที่สามารถทำให้นึกถึงภาพทิวทัศน์ของชนบทแคว้น Tuscany ที่เรามักเห็นภาพในอินเตอร์เน็ต ภาพของเนินทุ่งหญ้าเตี้ยๆ ที่มีเพียงต้นสนไซเปรสยืนต้นอยู่ สลับกันไปมา และแสงอาทิตย์ที่สาดส่องในวันที่อากาศสดใส ธรรมชาติของกลิ่นตระกูลส้มทั้งหลายเป็นโมเลกุลเบาที่ระเหยได้ไว…

CK One Summer 2012 by Calvin Klien

  สุดยอดน้ำหอมขายดีของโลกต้องมี CK One ติดอันดับบนๆแน่นอน โดยตั้งแต่ปี 2004 จะมีการออก Flanker CK One Summer เป็น limited edition ทุกปีจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่ง CK One Summer จะเพิ่มความสดชื่นเข้าไปให้เหมาะกับฤดูร้อน แต่ยังคงความเข้าถึงง่าย หอมสบายๆ ตามแบบฉบับ CK One และเป็นน้ำหอม Unisex ทุกตัวเช่นกัน กลิ่นเปิดตัวด้วยมะกรูด มะนาวและแตงกวา ให้ความสดชื่นสุดๆ ซึ่งหอมมาก จนผ่านไปซัก 20 นาที โทนซีตรัสจะจายหายไป กลิ่นน้ำๆก็จะออกมาพร้อมกับความฟรุตตี้จากแอปเปิ้ลเขียวไปอีกยาว จนช่วงท้ายจึงจะออกไปทางโทนไม้บางๆครับ CK One Summer 2012 เหมาะกับอากาศบ้านเราอยู่แล้ว ใช้ได้ทุกวัน ยิ่งแดดแรงๆยิ่งเปล่งประกายออกมา การกระจายตัวก็ดีในช่วง 2 ชั่วโมงแรกแล้วจะลดลงมาอยู่รอบตัว จนอยู่ติดผิวไปได้ถึง 8 ชั่วโมง และด้วยโทนฟรุตตี้ทำให้เป็นน้ำหอม Unisex ที่เอนไปทางผู้หญิงมากกว่าซักเล็กน้อยเนื่องด้วยความฟรุตตี้…

White by Lalique

Lalique เป็นแบรนด์หรูสัญชาติฝรั่งเศสที่ก่อตั้งขึ้นโดย René Lalique ตั้งแต่ปี 1888 ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านเครื่องแก้วและจิวเวอรี่ จนมาในช่วงหลัง Marie-Claude หลานสาวที่มารับช่วงต่อได้เริ่มแตกไลน์มาสู่วงการน้ำหอมในปี 1992 ปัจจุบันน้ำหอมจากแบรนด์ Lalique ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยนะครับ Lalique White เป็นน้ำหอมในกลุ่ม Citrus Aromatic ที่ผมมองว่ามีความ unique เพราะเด่นในกลิ่นมะขามครับ ใช่ครับ มะขาม ซึ่งเป็นกลิ่นที่หาได้ยากในน้ำหอมทั่วๆไป ผมยังสงสัยว่าฝรั่งจะรู้จักผลไม้ชนิดนี้กันหรอ ทันทีที่สเปรย์จะเจอกับกลิ่นซีตรัสทั้งหลายผสมกลิ่นเขียวหน่อยๆจาก มะกรูด ใบมะนาว และมะขาม ซึ่งจะไม่ได้ออกมาในแนวเปรี้ยวโดด เพียงแค่แป๊บเดียวก็จะเริ่มสัมผัสได้กับความเผ็ดอ่อนๆ จากเครื่องเทศ พริกไทยขาว เมล็ดจันทน์เทศ (nutmeg) ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกสะอาด และสดชื่นนะครับ ในขณะที่มะขามนี้จะยังคงอยู่ไปอีก 2-3 ชั่วโมง จึงผสมกันทำให้ผมนึกถึงมะขามคลุก 3 รส (ฮ่าาาา) จนพอมาถึงช่วงเบสก็จะได้กลิ่นไม้สนซีดาร์ตามออกมาเป็นโทนวู้ดดี้แทน Lalique White ความคงทนอยู่ในระดับปานกลาง คือจะกระจายตัวในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรง แล้วจนลดลงมาติดผิวจนอยู่ไปประมาณ 6 ชั่วโมง…