FAQ คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย Q: น้ำหอมแบ่งขายคืออะไร A: คือน้ำหอมจากขวดปกติที่มีจำหน่ายทั่วไปตามห้างหรือดิวตี้ฟรี นำมาแบ่งออกใส่ขวดสเปรย์ขนาดเล็กเพื่อจำหน่าย Q: น้ำหอมแบ่งขายเหมาะกับใครบ้าง A: 1) ผู้ที่ต้องการทดลองกลิ่นก่อนไปซื้อขนาดเต็ม เนื่องจากน้ำหอมเป็นสินค้าที่มีราคาแพง จึงควรศึกษาให้มั่นใจในกลิ่นก่อนลงทุนกับขวดใหญ่ 2) ผู้ที่ต้องการน้ำหอมขนาดพกพา สำหรับการเดินทาง หรือสำหรับการฉีดเพิ่มในระหว่างวัน 3) ผู้ที่ต้องการทดลองน้ำหอมที่หายาก ไม่มีจำหน่ายทั่วไปในประเทศไทย เช่นน้ำหอมนิชต่างๆ ที่มีจำหน่ายในร้าน 4) ผู้ที่งบน้อย ยังไม่พร้อมที่จะซื้อขนาดเต็ม Q: น้ำหอมที่จำหน่ายมาจากไหน เป็นน้ำหอมแท้หรือไม่ A: น้ำหอมที่แบ่งขายที่ร้าน 3rd scent เป็นของสะสมส่วนตัวของพ่อค้า ซึ่งมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนใช้เองยังไงก็ไม่หมด โดยส่วนใหญ่จะซื้อมาจากห้าง Duty free และเป็นของแท้ทั้งหมดครับ Q: แบ่งน้ำหอมใส่ขวดเล็กอย่างไร A: ใช้วิธีกดจากหัวเปรย์ของขวดปกติ ลงในขวดเล็ก Q: น้ำหอมมีขายในขนาดไหนบ้าง A: มีจำหน่ายเพียงขนาดเดียวคือ 5ml โดยจะบรรจุลงในขวดแก้วขนาด 5ml หัวสเปรย์จนเต็มขวด และเหลือพื้นที่ฟองอากาศเล็กน้อย Q: มีน้ำหอมอะไรขายบ้าง A:…

Eau d’Hadrien by Annick Goutal

น้ำหอมกลิ่นดังตั้งแต่ 1981 จากแบรนด์นิช Annick Goutal ที่โดดเด่นมากในเนื้อกลิ่นที่เป็นธรรมชาติ Eau d’Hadrien เป็นน้ำหอมที่ให้ความสดชื่น สะอาด สว่างไสว ด้วยกลิ่นซีตรัส เลมอน และสน Cypress ที่ Annick Goutal ได้แรงบันดาลใจมาจากสวนและทิวทัศน์ของแคว้นทัสคานีในอิตาลี การันตีความดีงามของกลิ่นนี้ด้วยรางวัล FiFi award Hall of Fame ในปี 2008 และเป็นกลิ่นที่ Leonardo DiCaprio ใช้ด้วยนะ เมื่อกดสเปรย์ Eau d’Hadrien คุณจะพบกับการระเบิดพลังซีตรัสหลากหลายชนิดออกมาในทันที ด้วยกลิ่นที่ให้ความสดชื่นแบบสูงสุด ให้ความรู้สึกสว่าง และสะอาด หลังจากนั้นกลิ่นจะเปลี่ยนไปเป็นเลมอนที่เด่นออกมา เป็นกลิ่นที่ซอฟต์ลงและซ่อนหวานนิดๆ นอกจากกลิ่นโทนซีตรัส Eau d’Hadrien ยังมีสนไซเปรส ทำให้กลิ่นมีมิติมากขึ้นจากโทน earthy ธรรมชาติของกลิ่นตระกูลส้มทั้งหลายเป็นโมเลกุลเบาที่ระเหยได้ไว มันจึงอยู่กับเราได้ไม่นาน Eau d’Hadrien ก็ไม่อาจแหกกฏธรรมชาตินี้ไปได้ ส่วนตัวกลิ่นนี้อยู่ได้ประมาณ 4 ชั่วโมง ถ้าอยากได้กลิ่นทั้งวันอาจจะต้องมีขวดพกพาไว้เติมหน่อย…

Midnight in Paris by Van Cleef & Arpels

เพียงแค่เห็นชื่อน้ำหอม Midnight in Paris ก็ชวนให้นึกถึงความโรแมนติกยามค่ำคืนของเมืองปารีสขึ้นมา ขวดสีน้ำเงินกับลวดลายดวงดาวยิ่งช่วยสื่อสารความโรแมนติกอย่างชัดเจน แน่นอนว่า MIP ขวดนี้ตั้งใจปรุงขึ้นมาเพื่อการออกเดท ให้กลิ่นหอมหวานนุ่มนวล ลึกลับ น่าค้นหา น่าเข้าใกล้ ส่วนตัวนี่คือกลิ่นที่โรแมนติกที่สุดในคอลเลคชั่นที่มีเลยครับ Midnight in Paris เปิดตัวด้วยกลิ่นสดชื่นอย่าง มะกรูด เลมอน มีความเย็นจากโรสแมรี่ แต่รองพื้นด้านหลังด้วยหนังนุ่มๆที่อยู่ยาวไปถึงช่วงกลาง ช่วง Middle กลิ่นเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวล จากกลิ่นชา และดอก Lily of the valley เริ่มต้นบรรยากาศความรัก คู่รักเดินจับมือกันในค่ำคืนฤดูหนาว ช่วงปลายเสมือนความรักสุกงอมเต็มที่ ถั่วตองก้าให้ความหวานวนิลา ร่วมกับ ธูปและกำยาน เชื้อเชิญให้ทั้งคู่เข้าหาและแสดงความรักต่อกันใต้แสงดาวอันโรแมนติก ในส่วนของความคงทน อยู่ในระดับที่ดี คือประมาณ 8 ชั่วโมง การกระจายตัวอยู่ในระยะใกล้ๆรอบตัว ด้วยความชัดเจนที่ทำมาเพื่อการออกเดท Midnight in Paris เหมาะกับการออกเดทเป็นที่สุด และเหมาะกับช่วงกลางคืน หรืออากาศเย็น ไปดินเนอร์ใต้แสงเทียน ดูหนัง นอนดูดาวท้องฟ้าจำลองก็ได้ ส่วนตัวยังเอามาใช้ฉีดหมอนนอนสร้างบรรยากาศ…

L’homme by Prada

สุดยอด Office scent สำหรับผู้ชาย Prada ได้ออกน้ำหอม line ใหม่ออกมาในปี 2016 นั่นก็คือ Prada L’homme หลังจากออกมา ก็ได้รับการตอบรับดีมาก ดีแค่ไหน ก็ถัดมาปี 2017 Prada ก็รีบแตก Flanker ออกมาเป็น L’homme Intense และ L’homme L’eau ตามมาในทันที (ฝั่งหญิง La Femme ก็เช่นกัน) Prada L’homme เด่นที่กลิ่นหอมเบาๆแนว powdery จาก Iris กับ Neroli เสริมความภูมิฐานและอบอุ่นด้วย Amber กลิ่นเปิดด้วยดอกส้ม ซึ่งเป็นโทนดอกไม้ขาว นุ่มๆ อุ่นๆ รวมตัวกับกลิ่นไอริสที่ให้ความหอมแนวแป้ง ได้กลิ่นเบา ลอย สะอาดๆ ในโทนสบู่ (ที่ว่ากันว่าเป็นเอกลักษณ์ของ Prada) และแม้จะเป็นกลิ่นแนวดอกไม้ แต่กลิ่นไม่ได้ออกสาว ช่วงกลางมีความอุ่นของ…

Bay Leaf by Butterfly Thai Perfume

ภูมิใจนำเสนอแบรนด์ไทยคุณภาพ “Butterfly Thai Perfume” ที่ดึงเอาเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยมาใช้ในน้ำหอมได้อย่างโดดเด่น ทั้งกลิ่นไม้หอมอย่างไม้กฤษณา เครื่องสมุนไพรในอาหารไทยอย่างข่า ใบมะกรูด หรือแม้แต่ขนมไทยอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ก็สามารถทำเป็นน้ำหอมได้ และทำได้ดีมากด้วยนะครับ ความพิเศษอีกอย่างคือสามารถนำกลิ่นฉีดมาผสมกลิ่นกันได้ (เลเยอร์) โดยน้ำหอมของ Butterfly จะมีความเข้มข้นสูง และใช้เบสหลักเป็นน้ำมันมะพร้าว มีแอลกอฮอล์ผสมในปริมาณน้อย จึงติดทนดีงามมากๆด้วย เป็นของดีที่อยากให้ได้ลองเปิดใจรับกัน มาดูเรื่องกลิ่นของตัวนี้กัน Bay Leaf หรือ ใบกระวาน เริ่มต้นเปิดด้วยกลิ่นสดชื่น เป็นมะนาว ใบมะกรูด และมะกรูด ในแบบที่นุ่มกำลังดี ไม่คมบาดจมูก พอผ่านช่วงเปิดไป กลิ่นจะเริ่มเปลี่ยนโทนเป็นเด่นที่กลิ่นหลักคือใบกระวาน จะมีความหวานอ่อนๆ และมีกลิ่นเครื่องเทศซ่าๆมากลบอยู่ด้านบน คือมันหอมแบบที่ทั้งสดชื่น ทั้งสะอาด และมีความเย้ายวนด้วย เป็นกลิ่นออกสปอร์ตที่มีความนุ่มในตัว ช่วงท้ายสุดความซ่าจะหายไปเหลือกลิ่นโทนเขียว หวานอ่อนๆ สะอาดแบบโปร่งๆ อย่างที่บอกว่าแบรนด์นี้เบสเป็นน้ำมันมะพร้าว เห็นได้ชัดจากการสเปรย์ลงผิวว่าจะมีความเงาจากน้ำมัน ทำให้ความคงทนดีมากอยู่ตั้งแต่เช้ายันแสงหมด แต่ข้อเสียของเบสน้ำมันคือ ต้องใช้บนผิวเท่านั้น ไม่ควรใช้บนเสื้อผ้าเพราะอาจจะเป็นรอยด่างจากน้ำมันได้นะครับ การกระจายตัวก็ดี แต่ระวังซักนิด เนื่องจากความเข้มข้นจึงไม่ควรสเปรย์เยอะเกินไป จะฉุนเกินได้ สรุปรวม Bay Leaf…

CK One Gold by Calvin Klien

Limited Edition อีกขวดจาก CK One ที่เพิ่งจะออกสู่ตลาดในปี 2016 ยอมรับเลยว่าเห็นแค่ขวดก็อยากจะซื้อแล้ว CK One Gold ยังคงความหอม แบบเบาๆสบายๆ แบบออริจินอล แต่เด่นด้วยการเพิ่มกลิ่นจากผลฟิกเข้ามา เป็นกลิ่นหอมสดชื่น และสะอาด ผสมหวานแนวฟรุตตี้ ซึ่งออกไปทางผู้หญิงมากกว่าเล็กน้อย CK One Gold เปิดด้วยความสดชื่นจากมะกรูดที่เด่นออกมาในทันที จากนั้นจึงตามมาติดๆด้วยกลิ่นจากผลฟิก ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลิ่นเด่นของขวดนี้เลย ทำให้ช่วงต้นนี้มีซิตรัสผสมหวานครีมมี่นิดๆจาก fig ออกมาเป็นแนวฟรุตตี้ สดชื่น หอมนวลๆ ติดหวานเล็กๆ และฟิกนี้ก็จะอยู่ยาวไปจนช่วงกลาง แต่หลังจากผ่านช่วง Top ไปนี่กลิ่นจะลดระดับการกระจายตัวแล้ว ช่วงกลางจะมีดอกไม้ขาวมาผสมกับฟิกหอมนุ่มๆ เบาๆ ก่อนที่จะแปลงเป็นกลิ่นไม้สะอาดๆในตอนท้ายสุด ในส่วนของกลิ่นทำออกมาดี แต่ในแง่การกระจายตัว และความทนของกลิ่นยังไม่ดีเท่าไหร่ ทดลองกับตัวเองพบว่ากลิ่นกระจายอยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วจะกลายเป็นกลิ่นติดผิวไป จึงเหมาะกับสถานการณ์ที่ไม่อยากให้มีกลิ่นติดตัวนาน หรือต้องการเปลี่ยนเป็นอีกกลิ่นในครึ่งวันหลัง หากต้องการให้อยู่ทนคงจะต้องฉีดลงบนเสื้อเพื่อให้อยู่นานขึ้น หรือหาขวดพกพาขนาดเล็กแบบในร้านเรานะครับ ^^ Gender : Unisex Concentration :…

London for Men by Burberry

  London for men เป็นน้ำหอมในกลุ่ม Oriental Spicy ที่เด่นในกลิ่น ซินนาม่อน หนัง ใบยาสูบ ให้ความรู้สึกความเป็นแมน เป็นผู้ชายมาดสุขุม นิ่ง และอบอุ่น หากยังมีความหวานและเซ็กซี่เล็กๆอยู่ในตัวด้วย แม้ว่า Top notes จะมีโน้ตของมะกรูดและลาเวนเดอร์ แต่จับกลิ่นนี้ได้แค่ตอนต้นเพียงไม่กี่วินาที จะเรียกว่าไม่มีก็ได้ จากนั้นกลิ่นของใบซินนาม่อนก็จะตามมาอย่างรวดเร็ว เหมือนจะมีพริกไทยอยู่หน่อยๆ ช่วง top note จึงเด่นที่ซินนาม่อน ส่วนช่วงกลางจะเด่นที่หนัง และมีกลิ่นไวน์ร่วมอยู่ด้วย เพิ่มเสน่ห์และความเป็นผู้ใหญ่ให้กับกลิ่นได้อย่างดี ตัวไวน์ยังเข้ามาช่วยเพิ่มความหวานให้กับกลิ่นด้วย ใบยาสูบก็จะเริ่มได้กลิ่นไปด้วยเหมือนกัน จนช่วงท้าย Gaiac wood จะเข้ามาเสริมความอบอุ่นให้ โดยรวม London for men เป็นลักษณะกลิ่นที่เหมาะกับอากาศเย็นๆ โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่ Burburry ทำออกมาให้เป็นกลิ่นที่ไม่แน่น และยังมีความนุ่ม มีความหรูสมกับแบรนด์ จึงทำให้น้ำหอมตัวนี้สามารถเข้าถึงได้ง่าย และใช้งานได้ง่ายเช่นเดียวกัน สำหรับเมืองไทยก็ใช้สำหรับคนที่อยู่ในห้องแอร์ หรือช่วงอากาศเย็นๆหน่อย ใส่ทำงานเสื้อเชิ๊ตจนถึงสูท กลิ่นนี้สามารถช่วยเพิ่มเสน่ห์ ความเป็นผู้ใหญ่…

Terre d’Hermes Pure Perfume by Hermes

  Terre d’Hermes น้ำหอมผู้ชายชื่อดังจาก Hermes โดยผ่านการสร้างสรรค์สุดยอดสุคนธกรแห่งยุคอย่าง Jean-Claude Ellena ถ้าเห็นชื่อนี้คือมั่นใจว่าของดีแน่นอน Terre d’Hermes มีออกมา 3 รุ่นครับ ตัวออริจินอลเป็น EDT ตามมาด้วย Parfum และ Eau Tres Fraiche สำหรับตัวนี้เป็นรุ่น Parfum หรือ Pure Perfume ซึ่งความเข้มข้นสูงกว่า Eau de Parfum อีกทีนะครับ “Feeling the earth, lying on the ground, gazing at the sky.” Jean-Claude Ellena. เริ่มต้นด้วยความสดชื่นจากส้มและเกรปฟรุตแบบเต็มๆ ถือว่าเป็นส้มที่กลิ่นแน่นพอสมควร แต่เป็นส้มที่ไม่คมบาด มีความนุ่มอยู่ในตัว มาผสมกับกลิ่นหอมเขียวๆ และด้วยความเข้มข้นระดับ Parfum ทำให้กลิ่นส้มนี้จะอยู่ไปยาวมาก ต่างจากน้ำหอมอื่นๆซึ่งซีตรัสมักจะอยู่ได้ไม่นาน ใครที่เป็นสายซีตรัสต้องชอบแน่ๆ…

CK One Summer 2013 by Calvin Klien

  CK One Summer 2013 เด่นมากในกลิ่นน้ำ เป็นน้ำที่เย็นและใส รวมเข้ากับกลิ่นส้มช่วยให้ความสดชื่นคลายร้อน คนที่ชอบน้ำหอมแนว Aquatic จะต้องชอบแน่ๆ เข้าถึงง่าย เหมาะกับซัมเมอร์สุดๆ เป็น CK One Summer อีกปีที่ใช้ไปเยอะมากเช่นกัน โดยจะเริ่มต้นด้วยความเย็นสดชื่นไปกับกลิ่นส้ม และน้ำ ที่ให้รู้สึกเย็นจริงๆ กลิ่นน้ำนี้ในเว็บ Basenotes ใช้คำว่า Waterfall accord ซึ่งก็จริงอยู่นะครับ เพราะนึกถึงน้ำจากน้ำตกก็จะเย็นๆแบบนี้แหละ หลังจากส้มลดลงไป ก็จะเติมความสดชื่นต่อเนื่องเข้าไปอีกด้วย แตงกวา แตงโม แต่น้ำนี่ยังเด่นอยู่ตลอดจนตอนท้าย เริ่มมีโทนแป้งๆ หอมอ่อนเข้ามาเหมือนตัว CK One ตัวออรินอล แน่นอน Summer แบบนี้ใส่ได้ตลอดในบ้านเรา กลิ่นเข้าถึงได้ง่าย ถือว่า safe สุดๆ การกระจายตัวก็ดีในช่วง 2 ชั่วโมงแรกแล้วจะลดลงมาอยู่รอบตัว จนอยู่ติดผิวไปได้ถึง 8 ชั่วโมง ใช้ได้ทุกเพศทุกวัยครับ Gender : Unisex…

CK One Summer 2012 by Calvin Klien

  สุดยอดน้ำหอมขายดีของโลกต้องมี CK One ติดอันดับบนๆแน่นอน โดยตั้งแต่ปี 2004 จะมีการออก Flanker CK One Summer เป็น limited edition ทุกปีจนกระทั่งปัจจุบัน ซึ่ง CK One Summer จะเพิ่มความสดชื่นเข้าไปให้เหมาะกับฤดูร้อน แต่ยังคงความเข้าถึงง่าย หอมสบายๆ ตามแบบฉบับ CK One และเป็นน้ำหอม Unisex ทุกตัวเช่นกัน กลิ่นเปิดตัวด้วยมะกรูด มะนาวและแตงกวา ให้ความสดชื่นสุดๆ ซึ่งหอมมาก จนผ่านไปซัก 20 นาที โทนซีตรัสจะจายหายไป กลิ่นน้ำๆก็จะออกมาพร้อมกับความฟรุตตี้จากแอปเปิ้ลเขียวไปอีกยาว จนช่วงท้ายจึงจะออกไปทางโทนไม้บางๆครับ CK One Summer 2012 เหมาะกับอากาศบ้านเราอยู่แล้ว ใช้ได้ทุกวัน ยิ่งแดดแรงๆยิ่งเปล่งประกายออกมา การกระจายตัวก็ดีในช่วง 2 ชั่วโมงแรกแล้วจะลดลงมาอยู่รอบตัว จนอยู่ติดผิวไปได้ถึง 8 ชั่วโมง และด้วยโทนฟรุตตี้ทำให้เป็นน้ำหอม Unisex ที่เอนไปทางผู้หญิงมากกว่าซักเล็กน้อยเนื่องด้วยความฟรุตตี้…

Duel by Annick Goutal

Annick Goutal เป็นแบรนด์ Niche จากฝรั่งเศสครับ ก่อตั้งแบรนด์โดยสาวฝรั่งเศสชื่อเดียวกับแบรนด์ตั้งแต่ปี 1980 เธอเป็นผู้หญิงสวย เป็นนักเปียโน เป็นนางแบบ และยังเป็นสุคนธกรเองอีกด้วย แต่ผ่านไปไม่นาน Annick เสียชีวิตลงในไป 1999  ลูกสาวของเธอ Camille Goutal และผู้ช่วย Isabelle Doyen จึงรับช่วงดูแลต่อมาจนปัจจุบัน Annick Goutal เป็นแบรนด์ที่เด่นมากในเนื้อกลิ่นที่มีความเป็นธรรมชาติสูง ทุกกลิ่นที่ผมเคยสัมผัสล้วนแต่เป็นแนวธรรมชาติ ไม่ค่อยรู้สึกถึงกลิ่นสังเคราะห์เลยครับ และเป็นแบรนด์ขนาดที่มีดาราฮอลลีวู้ดตัวท๊อปๆหลายคนใช้ เช่น Leonardo Di Caprio, Drew Barrymore, Tom Cruise, Nicole Kidman จริงๆแล้ว Annick Goutal เคยมีนำเข้ามาขายในประเทศไทย มีเคาน์เตอร์อยู่ที่พารากอน แต่ปัจจุบันไม่เห็นแล้วนะครับ สำหรับ Duel เป็นน้ำหอมประเภท Woody Aromatic เด่นในกลิ่นแนวชา ผสมซีตรัสโดยจะเป็นกลิ่นที่เป็นธรรมชาติมาก มีความโปร่ง เบา สบาย และมีความ…

Colonia by Acqua di Parma

Acqua di Parma เป็นแบรนด์ Niche เก่าแก่จากอิตาลี ที่มีสตอรี่เบื่องหลังอย่างยาวนาน ถึงในตอนนี้อายุก็เกิน 100 ปีไปแล้ว การันตีได้ถึงความไม่ธรรมดาของน้ำหอมในแบรนด์เลยทีเดียว น้ำหอมตัวแรกเกิดขึ้นในปี 1916 ซึ่งก็คือ Colonia ตัวนี้นี่เอง ซึ่งในยุคสมัยนั้นจะใช้กับผ้าเช็ดหน้าของสุภาพบุรุษ Acqua di Parma สร้างชื่อเสียงจนครองใจเหล่าดาราดังระดับตำนานอย่าง Cary Grant, Audrey Hepburn ไล่มาจนถึง Kevin Costner, Woody Allen และ Sharon Stone บนเว็บไซต์ของแบรนด์เองบอกไว้ว่า Colonia ยังคงสูตรเดิมไว้มาเป็นร้อยปี ไม่เคยปรับสูตรเลยครับ ก่อนจะได้มาผมจึงคาดเอาไว้ว่ากลิ่นตั้งแต่ 100 ปีก่อนคงจะออกโบราณๆใช้ยากแน่ๆ พอได้ลองจริงๆมันไม่ได้โบราณเลย แน่นอนว่ามีกลิ่นอายของคลาสสิคของสมัยก่อนอยู่ แต่กลิ่นยังสามารถใช้ได้ในยุคปัจจุบันด้วย นับได้ว่าเป็นหอมอมตะเลยครับ โดยทันทีที่สเปรย์จะสัมผัสได้ถึงความสดชื่นจากเหล่าซีตรัสทั้งหลาย กลิ่นมะกรูดจะเด่นออกมาชัดเจน เป็นกลิ่นคลาสสิคมาก กลิ่นนี้นี่แหละที่แสดงความเป็นโคโลนจ์อิตาเลี่ยนอย่างแท้จริง ผสมกับดอกไม้เย็นๆอย่างลาเวนเดอร์กับโรสแมรี่ที่ตามออกมาด้วย มันทั้งสดชื่นและหอมสะอาดๆด้วย กลิ่นในตอนนี้จะทำให้นึกถึงร้านตัดผมหรูๆในอิตาลีออกแนวย้อนยุคซักนิด หลังจากกลิ่นส้มๆจางไปจะเหลือเป็นดอกไม้ต่างๆ มีกุกลาบเข้ามาเพิ่ม ช่วงนี้จะนุ่ม นวลๆ…

212 Men by Carolina Herrera

212 Men น่าจะเป็นน้ำหอม Best Seller ของ Carolina Herrera เห็นได้ชัดจากการแตกไลน์ Flanker ออกมาต่อยอดความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา 212 Men เริ่มด้วยกลิ่นเขียวของหญ้า ร่วมกับกลิ่นซีตรัสและเครื่องเทศ รวมกันเป็นความสดชื่นแบบสะอาดๆ ซึ่งหอมมาก จำได้ว่าผมประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ดมเลย บางคนอาจจะรู้สึกถึงกลิ่นเมทัลลิคได้ครับ ถ้าดมแบบใกล้ๆ โดยกลิ่นจะอยู่ในโทน Fresh แบบนี้ไปตลอด แต่ช่วงกลางและท้ายจะค่อยๆปรับนุ่มลง กลิ่น spices จะลดลง และมีกลิ่นแป้งๆ และไม้เพิ่มออกมา เป็นน้ำหอมที่ใช้งานง่ายมาก ได้หลากหลายโอกาส ทุกสภาพอากาศ เช้าเย็นได้หมด ทำงานก็ได้ถ้าไม่ได้ต้องการความสุภาพมากๆ จนใส่ไปเที่ยวก็ยังได้ ความคงทนยาวนานเกิน 10 ชั่วโมง และการกระจายตัวก็ดีเยี่ยมมากครับ เวลาใส่ผมได้กลิ่นตัวเองตลอด รับรองว่าเรียกความสนใจจากคนรอบข้างได้แน่นอน ดังนั้นอาจจะต้องระวังไม่ให้สเปรย์หนักมือเกินไปนะครับ คิดว่า 4 สเปรย์นี่ก็หนักพอควรแล้ว 212 Men เหมาะสำหรับวัยรุ่น จนถึงวัยทำงานประมาณซัก 30 เพราะกลิ่นไม่ใช่แนวสุภาพคงไม่เหมาะถ้าหน้าที่การงานทำแหน่งสูง ส่วนตัวมอง 212 Men เป็นคนรุ่นใหม่…