FAQ คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย Q: น้ำหอมแบ่งขายคืออะไร A: คือน้ำหอมจากขวดปกติที่มีจำหน่ายทั่วไปตามห้างหรือดิวตี้ฟรี นำมาแบ่งออกใส่ขวดสเปรย์ขนาดเล็กเพื่อจำหน่าย Q: น้ำหอมแบ่งขายเหมาะกับใครบ้าง A: 1) ผู้ที่ต้องการทดลองกลิ่นก่อนไปซื้อขนาดเต็ม เนื่องจากน้ำหอมเป็นสินค้าที่มีราคาแพง จึงควรศึกษาให้มั่นใจในกลิ่นก่อนลงทุนกับขวดใหญ่ 2) ผู้ที่ต้องการน้ำหอมขนาดพกพา สำหรับการเดินทาง หรือสำหรับการฉีดเพิ่มในระหว่างวัน 3) ผู้ที่ต้องการทดลองน้ำหอมที่หายาก ไม่มีจำหน่ายทั่วไปในประเทศไทย เช่นน้ำหอมนิชต่างๆ ที่มีจำหน่ายในร้าน 4) ผู้ที่งบน้อย ยังไม่พร้อมที่จะซื้อขนาดเต็ม Q: น้ำหอมที่จำหน่ายมาจากไหน เป็นน้ำหอมแท้หรือไม่ A: น้ำหอมที่แบ่งขายที่ร้าน 3rd scent เป็นของสะสมส่วนตัวของพ่อค้า ซึ่งมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนใช้เองยังไงก็ไม่หมด โดยส่วนใหญ่จะซื้อมาจากห้าง Duty free และเป็นของแท้ทั้งหมดครับ Q: แบ่งน้ำหอมใส่ขวดเล็กอย่างไร A: ใช้วิธีกดจากหัวเปรย์ของขวดปกติ ลงในขวดเล็ก Q: น้ำหอมมีขายในขนาดไหนบ้าง A: ปัจจุบันมีจำหน่ายขนาด 5ml และ 10ml โดยจะบรรจุลงในขวดแก้วหัวสเปรย์ขนาด 10ml ปริมาณครึ่งขวดสำหรับ 5ml และเต็มขวดเหลือพื้นที่ฟองอากาศเล็กน้อย…

Vanille Insensee by Atelier Cologne

Vanille Insensee เป็นน้ำหอมจาก Collection “Avant Garde” ซึ่งทางแบรนด์ Atelier Cologne ได้ให้นิยามน้ำหอมในคอเลคชั่นนี้ไว้ว่า อบอุ่น แตกต่าง และเหนือความคาดหมาย โดยปกติเราจะคุ้นเคยกับน้ำหอมวนิลาที่ให้กลิ่นหอมหวานอบอุ่น หรือหวานแบบขนม ซึ่งกลิ่นมักจะอบอวล แน่นๆ เหมาะกับอากาศหนาว ถ้ามาใช้ในอากาศร้อนอย่างบ้านเราก็ต้องมีมึนหัวกันไม่มากก็น้อย แต่ไม่ใช่กับ Vanille Insensee ขวดนี้ เพราะนี่คือน้ำหอมวนิลาในแบบที่แตกต่าง ไม่เหมือนใคร และสามารถใช้ได้ง่าย แม้ในสภาพอากาศที่ร้อน Vanille Insensee เปิดด้วยกลิ่นซีตรัสจากมะนาว และผักชี แต่กลิ่นเหล่านี้จะอยู่แค่ช่วง Top note เป็นเวลาสั้นๆ จากนั้นวนิลาก็จะเป็นขึ้นเป็นตัวเอก โดยมีกลิ่นไม้วูดดี้อยู่ด้านหลัง กลิ่นวนิลาที่ได้นั้น เป็นวนิลาแบบแห้งๆ โปร่ง และมีความ powdery แบบแป้งๆอยู่ด้วย แตกต่างจากกลิ่นวนิลาเทียมที่เราเจอในอาหารหรือขนมทั้งหลายอย่างชัดเจน  และกลิ่นจะค่อนข้างคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงจนจางหายไปในที่สุด ส่วนตัวรู้สึกว่าเนื้อกลิ่นดูจะขาดความหนักแน่นไป ทำให้รู้สึกเหมือนมันขาดอะไรไปบางอย่าง และกลิ่นก็เหมือนจะลอยตัวมาแตะจมูกแค่เบาๆ เพียงเพื่อกระตุ้นการรับรู้กลิ่น แต่เพราะความไม่พอดีนี่แหละที่ทำให้พอได้กลิ่น แล้วเรารู้สึกสงสัย อยากจะสูดหายใจรับกลิ่นให้ลึกมากขึ้น อยากสูดเพื่อตามหาต้นตอของกลิ่น จนอยากจะเข้าไปดมในระยะประชิดผิวเลยทีเดียว นี่เลยถือเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายสำหรับเรา ในส่วนของ…

Encre Noire by Lalique

คำว่า Encre Noire ในภาษาฝรั่งเศส มีความหมายว่า Black Ink ก็คือหมึกสีดำนั่นเอง อันจะเห็นได้จากรูปทรงของขวดน้ำหอมที่สื่อถึงขวดหมึกอย่างชัดเจน จากรูปลักษณ์ของขวดก็พอจะเดาได้ว่า กลิ่นนี้จะต้องมาในแนวดาร์ค เข้มขรึม และลึกลับ โดยสุคนธกร Nathalie Lorson ได้ใช้กลิ่นหญ้าแฝก (Vetiver) เป็นกลิ่นหลักในการสื่อสารถึงน้ำหมึก ฟังดูเป็นกลิ่นที่ไม่ได้เข้าถึงได้ง่ายๆ แต่เชื่อไหมว่านี่คือกลิ่นที่โด่งดังที่สุดของแบรนด์ Lalique Encre Noire เริ่มต้นด้วยกลิ่นสนไซเปรส ออกแห้งๆ เย็นๆ แต่แค่แป๊บเดียวเท่านั้น กลิ่นหญ้าแฝกที่เป็นดาวเด่นของน้ำหอมขวดนี้ก็ได้เผยตัวออกมา ความดาร์กก็เริ่มต้นขึ้นทันที  กับกลิ่นหญ้าแห้งๆ ที่มาพร้อมความ smoky พอสมควร เนื้อกลิ่นมีคุณภาพ คือมีความเป็นธรรมชาติดีไม่เหมือนสังเคราะห์ หากว่าดมใกล้ผิวจะรู้สึกได้ถึงความเข้มขม แต่กลิ่นที่ลอยขึ้นมาในอากาศเป็นกลิ่นที่หอมลงตัวกำลังดี ส่วนตัวรู้สึกว่าปลายกลิ่นมีความหวานซ่อนอยู่ด้วย และน่าแปลกที่แม้จะมีความดาร์ก แต่กลับให้ความรู้สึกสะอาดและสดชื่นไปพร้อมกัน ภาพที่นึกถึงคือ สุภาพบุรุษในเครื่องแต่งกายสุภาพสีเข้ม สะอาดและดูแลรู้จักตัวเอง ภายนอกดูมาดขรึม ดูซีเรียส เหมือนจะเป็นคนเงียบ แต่ถ้าได้รู้จักจะรู้ว่าเค้าเป็นคนอบอุ่น พึ่งพาได้ และน่าหลงใหล เรื่องความทน และการกระจายตัวทำได้ดีมาก ถ้าใส่แต่เช้าก็อยู่ได้ทั้งวันยันเย็นครับ ตัวนี้โอกาสใช้งานอาจจะยากขึ้นซักหน่อย ดูไม่ค่อยเหมาะกับอากาศร้อน…

Acqua di Iris by Ermenegildo Zegna

Ermenegildo Zegna คือแบรนด์สุดหรูจากอิตาลี ที่มีชื่อเสียงมากในการผลิตชุดสูทคุณภาพสำหรับสุภาพบุรุษ ส่วนไลน์น้ำหอมของ Zegna จะอยู่ภายใต้กลุ่มบริษัท Estee Lauder โดยน้ำหอมทั้งหมดในแบรนด์จะเป็นน้ำหอมผู้ชายทั้งหมด แบ่งออกเป็นหลายระดับตั้งแต่ระดับราคาดีไซน์เนอร์ทั่วไป จนถึงระดับที่เห็นราคาแล้วต้องอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว ไลน์น้ำหอมที่มีชื่อเสียงของ Zegna น่าจะเป็น Essenze Collection ที่จะชูวัตถุดิบหลัก 1 ตัวที่ดีที่่สุดจากทั่วโลก แต่ด้วยราคาที่สูงลิ่ว (ในเคาน์เตอร์ไทยประมาณ 9,000 บาท แต่ยังมีไลน์ที่แพงกว่านี้อีกนะ) คนส่วนใหญ่อาจจะเข้าถึงได้ยาก  แบรนด์ Zegna จึงได้ทยอยออกน้ำหอมที่เหมือนเป็นน้องฝาแฝดกับไลน์นี้ออกมาในราคาที่ต่ำลงเกือบครึ่ง ซึ่งปัจจุบันมีด้วยกัน 3 กลิ่นคือ Acqua di Bergamotto, Acqua di Neroli และกลิ่นที่เราจะพูดถึงนี้ Acqua di Iris ซึ่งเปรียบเสมือนกลิ่นผู้น้องของ Florentine Iris Acqua di Iris กลิ่นเปิดด้วยความสดชื่น และสะอาดจากการทำงานร่วมกันของ Violet ร่วมกับ Bergamot กับกลิ่นเครื่องเทศนิดๆ และจะรู้สึกว่ามันมีความอุ่นๆอยู่ด้านหลัง…

Ginepro di Sardegna by Acqua di Parma

นอกจากไลน์น้ำหอม Colonia ของ Acqua di Parma แล้ว ไลน์ Blu Mediterraneo ก็โด่งดังไม่แพ้กัน น้ำหอมไลน์นี้ทำขึ้นมาเพื่อสื่อถึงชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน เน้นไปที่ความสดชื่นของทะเล และบรรยากาศชายฝั่งทะเลหน้าร้อน  โดยจะชูวัตถุดิบหลัก 1 ตัวซึ่งเป็นผลผลิตที่มาจากแคว้นต่างๆในอิตาลี และเป็นที่มาของการตั้งชื่อกลิ่นด้วย อย่าง Ginepro di Sardegna หมายถึง จูนิเปอร์จากซาร์ดิเนีย (Sardegna เป็นแคว้นปกครองตนเองของอิตาลี เป็นเกาะใหญ่เป็นอันดับ2 รองจากซิซิลี) น้ำหอมขวดสีน้ำเงินเหล่านี้นี่จึงเป็นกลิ่นสำหรับฤดูร้อน เหมาะมากกับการใช้ในอากาศเมืองไทยเลยครับ Ginepro di Sardegna เป็นน้ำหอมแนว Fresh Spicy ที่ส่วนตัวคิดว่าเป็นกลิ่นที่น่าสนใจ และไม่เหมือนใครครับ กลิ่นเปิดด้วยความสดชื่นแบบเบอรี่จากจูนิเปอร์ แทนที่จะเป็นกลิ่นซีตรัสคมๆแบบน้ำหอมแนวเฟรชทั่วๆไป ร่วมกับพริกไทยและออลสไปซ์ที่ให้ความรู้สึกสว่างและสะอาด ตามด้วย Nutmeg ที่ดูเป็นตัวสร้างคาแรกเตอร์ที่ดีให้กับกลิ่น และเบสสุดท้ายจะเป็นความวู้ดดี้จากสนซีดาร์ เนื้อกลิ่นมีความเป็นธรรมชาติสูง เป็นน้ำหอมนิชคุณภาพดีเลยครับ กลิ่นออกไปทางเบาๆ สบาย แต่ก็มีความหนักอยู่ในตัวเช่นกัน ส่วนตัวพบว่าความทนจัดว่าค่อนข้างดีคือ 6-8 ชั่วโมง การกระจายตัวถือว่าใช้ได้ และกระจายแบบกำลังดีในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรก…

Mugler Cologne by Thierry Mugler

Thierry Mugler ดีไซเนอร์แบรนด์จากฝรั่งเศส ก่อตั้งโดยดีไซน์เนอร์ชื่อเดียวกับแบรนด์ นอกจากดีไซน์เสื้อผ้าแล้วยังผลิตน้ำหอมด้วย ซึ่งน้ำหอมแต่ละตัวของแบรนด์นี้ล้วนแต่โดดเด่นทั้งกลิ่นและขวดที่สวยงาม อย่างน้ำหอมกลิ่นแรกของแบรนด์คือ Angel ที่ออกวางขายในปี 1992 ที่ถือได้ว่าเป็นน้ำหอมแนว Gourmand ตัวแรก (น้ำหอมที่เด่นด้วยโน๊ตของกิน ขนม เช่น น้ำผึ้ง วนิลา ชอคโกแลต) นับได้ว่าเป็นการแหวกกฎเกณฑ์จากน้ำหอมยุคนั้นเลยทีเดียว ปกติแล้วน้ำหอมของ Thierry Mugler มักจะไม่ใช่กลิ่นหอมมหาชน มักจะเป็นแนว Love or Hate ไม่รักมากก็เกลียดมากไปเลย แต่กับ Mugler Cologne ได้ยินว่ากลิ่นนี้ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อให้คนไม่ชอบใช้น้ำหอม ดังนั้นกลิ่นจึงออกมาในแนวใช้ง่ายๆ เป็นกลิ่นแนวสะอาดและสดชื่นแบบสบู่ๆ การันตีคุณภาพด้วยชื่อสุคนธกร Alberto Morillas ผู้สร้างน้ำหอมดังๆของโลกมากมาย เช่น CK One และ Acqua di Gio Mugler Cologne มีกลิ่นเปิดด้วยซีตรัสคมๆ สดชื่นจากการร่วมกันทำงานของมะกรูด ดอกส้ม เพตติเกรน (ใบและกิ่งจากต้นส้ม) และมัสก์ ให้ความรู้สึกสว่าง…

Wood Sage & Sea Salt by Jo Malone

Jo Malone คงเป็นแบรนด์นิชที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดแล้ว นอกจากจะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ยังสามารถหาซื้อได้ง่ายไม่ต่างจากแบรนด์ดีไซน์เนอร์ทั่วไปเลยทีเดียว และหนึ่งในน้ำหอมฮิตขายดีของแบรนด์น้ำหอมดังจากอังกฤษนี้ คงจะต้องมีกลิ่น Wood Sage & Sea Salt ตัวนี้รวมอยู่ด้วยแน่นอน สุคนธกร Christine Nagel สร้างกลิ่น Wood Sage & Sea Salt ขึ้นมาด้วยแรงบัลดาลใจจากทะเลชายฝั่งของประเทศอังกฤษ เด่นด้วยกลิ่นตรงตามชื่อ คือ กลิ่น woody จากไม้ กลิ่น herbal จาก Sage และกลิ่น salty จาก Sea salt ให้กลิ่นสดชื่น สะอาด สุภาพ และหรูหรา โดยยังคงคาแรคเตอร์ของ Jo Malone เอาไว้อย่างชัดเจน Wood Sage & Sea salt สร้างบรรยากาศของชายทะเลได้โดยไม่ต้องใช้กลิ่นซีตรัสคมๆ หรือกลิ่นมะพร้าวมาช่วย ช่วงต้นจะเด่นด้วยส้มเกรปฟรุตนุ่มๆ ร่วมไปกับโน๊ตแร่ติดเค็มนิดๆ ซึ่งความ Salty…

Clementine California by Atelier Cologne

Atelier Cologne เป็นแบรนด์น้ำหอมนิชสัญชาติอเมริกาที่เพิ่งเข้ามาวางขายในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ Kingpower รางน้ำ เป็นเคาเตอร์เดียวในประเทศไทย และที่เดียวในภูมิภาคอาเซียนด้วย ตัวแบรนด์ก่อตั้งโดยคู่รัก Christophe Cervasel และ Sylvie Ganter ซึ่งมีความรักในน้ำหอมประเภทโคโลนจ์ แต่มีความต้องการโคโลนจ์ที่มีความเข้มข้นและทนระดับ Pure Perfume จึงได้เกิดเป็นแบรนด์ Atelier Cologne ขึ้นมา น้ำหอมของ Atelier Cologne ทั้งหมดจึงทำขึ้นมาในความเข้มข้นที่เรียกว่า Cologne Absolue ซึ่งมีความเข้มข้นประมาณ 15% หรือเทียบเท่า Pure Perfume นั่นเอง และด้วยความที่น้ำหอมประเภท Cologne จะเน้นไปที่ความสดชื่นจากกลิ่นจำพวกซีตรัส แบรนด์นี้จึงโดดเด่นมากในน้ำหอมประเภทนี้ Clementine California เป็นน้ำหอมกลิ่นล่าสุดใน collection “Joie de Vivre” (แปลได้ว่า The Joy of Life) ชื่อกลิ่นนั้นสื่อชัดเจนว่าเป็นน้ำหอมที่เด่นด้วยกลิ่นส้ม Clementine จากแคลิฟอเนียร์ กลิ่นเปิดด้วยส้ม clementine ร่วมกับ…

Black by Bvlgari

น้ำหอมขวดดีไซน์แปลกๆจาก Bvlgari ขวดนี้อาจจะไม่เป็นที่รู้จักกันซักเท่าไหร่ คงเพราะเป็นของหายากพอสมควรที่ไม่เคยเห็นวางขายในเคาร์เตอร์ไทย  Bvlgari Black เป็นน้ำหอมดีไซเนอร์แต่กลับทำออกมาในแนวทางของน้ำหอมนิช ด้วยแนวที่ไม่ได้เอาใจมหาชนแม้แต่น้อย จนหลายๆคนอาจจะรู้สึกเข้าถึงยากเกินไป กลิ่นเปิดด้วยโน๊ตชาดำเข้มๆ สโมคกี้ แห้งๆ กับกลิ่นหนัง ซึ่งถ้าดมใกล้ๆกลิ่นจะออกเหมือนยางรถยนต์ ที่ทำให้หลายๆคนอาจจะส่ายหน้า และคงเป็นที่มาของขวดแก้วหุ้มยางด้วยเช่นกัน แม้จะฟังดูไม่ดี แต่กลิ่นที่ลอยออกมากลับเป็นกลิ่นที่นุ่ม สะอาด แฝงความขรึม ความลึกลับเอาไว้ จนเวลาผ่านไปกลิ่นจะยิ่งนุ่มขึ้น เผยกลิ่นหวานจากวนิลาและแอมเบอร์ที่ซ่อนอยู่ด้านหลังออกมา กลายเป็นกลิ่นที่อบอุ่นมากขึ้นในช่วงหลัง เชื่อกันว่า Bvlgari Black เป็นกลิ่นที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้าง Midnight in Paris ของแบรนด์ Van Cleef & Arpels ตามมา ซึ่งสองตัวนี้จะมีโน๊ตคล้ายๆกันหลายตัว ให้กลิ่นใกล้ๆกัน ส่วนตัวรู้สึกว่า Midnight in Paris จะมีความหวานมากกว่าด้วยโน๊ตถั่วตองก้า และแอลมอนด์ ให้ความโรแมนติกมากกว่า ในขณะที่ Black จะออกโทนสะอาด และขรึมกว่า Performance ความคงทนอยู่ในระดับปานกลาง 5-6 ชม. ส่วนการกระจายตัวไม่ได้รุนแรง…

Legend by Montblanc

Montblanc แบรนด์ดังจากเยอรมัน นอกจากเป็นแบรนด์ผู้ผลิตปากกาหรูแล้ว ก็ยังมีน้ำหอมภายใต้โลโก้ดาวหกแฉกด้วยเช่นกัน สำหรับ Montblanc Legend เป็นน้ำหอมผู้ชายในประเภท Aromatic Fougere จะประกอบด้วยโน็ตสำคัญเช่น Lavender,Oakmoss และ Tonka Bean แต่เป็นกลิ่นแบบโมเดิร์น กลิ่นนุ่มนวลและสะอาด เป็นกลิ่นที่ใช้ง่าย และคนทั่วๆไปก็ชอบแน่นอนครับ ช่วง Top ของตัวนี้ถือว่าโดดเด่นมากทีเดียว กลิ่นลาเวนเดอร์ มะกรูด และมีสัปปะรดซ่อนอยู่ด้วยลึกๆ ให้กลิ่นสดชื่น สะอาด และแอฟทีฟ มีความหวานฟรุตตี้หน่อยๆจากแอปเปิ้ล และผลไม้ ไล่ไปจนจบที่กลิ่นวู้ดดี้จาก sandalwood สิ่งหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือความคล้ายกันกับน้ำหอมกลิ่นดังมากๆคือ Fierce ของ Abercrombie & Fitch ซึ่งมีกลิ่นที่ใกล้เคียงกันจริง แต่ Montblanc Legend จะมีกลิ่นที่ซอฟท์ลงกว่า ไม่ได้กระจายตัวแรงเหมือนกับ Fierce ที่ Fierce สมชื่อ Montblanc Legend จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ชอบ Fierce แต่ไม่อยากได้กลิ่นที่กระจายตัวมากเกินไป และราคายังถูกกว่ามากทีเดียว สรุปรวม Legend…

Un Jardin Sur Le Toit by Hermes

1 ใน 5 จากน้ำหอมไลน์ Jardin ของ Hermes คำว่า Jardin นั้นแปลว่าสวน น้ำหอมในไลน์นี้ทั้งหมดจึงได้รับแรงบัลดาลใจจากสวนในรูปแบบต่างๆ สำหรับ Un Jardin Sur Le Toit มีความหมายว่า A Garden on the roof หรือ สวนบนดาดฟ้า ซึ่งที่มาของสวนนี้ ไม่ใช้สวนไก่กาที่ไหนแต่คือสวนที่อยู่บนดาดฟ้าของสำนักงานใหญ่ Hermes ในปารีสนั่นเอง กลิ่นนี้เป็นอีกผลงานของสุคนธกรชื่อดังแห่งยุค Jean-Claude Ellena โดยโทนกลิ่นจะออกไปทางเขียวใส เบา และฟรุตตี้ ให้ความรู้สึกสดชื่น สดใส อารมณ์ดี๊ดี Top note เปิดด้วยกลิ่นฟรุตตี้จากแอปเปิ้ลและลูกแพร์อย่างชัดเจน จนบางคนอาจจะคิดว่ามันแหลมไปนิดนึง แต่เพียงไม่นาน พอพ้นช่วงต้นไปแล้วความเป็นฟรุตตี้จะบางลง กลิ่นเขียวสดชื่นจากหญ้าก็จะชัดขึ้น ยังมีกุหลาบก็ตามมาด้วย กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวและหอมมาก ด้วยกลิ่นโทนฟรุตตี้ในช่วงต้นของ Un Jardin Sur Le Toit ทำให้ไปทางผู้หญิงมากกว่าเล็กน้อย แต่หลังจากผ่านไปซักพัก แอปเปิ้ลกับแพร์จะจางลง…